JUNNY เปิดบทใหม่ด้วย Heaven Can Wait

|อัปเดต|อ่าน 8 นาที0
JUNNY เปิดบทใหม่ด้วย Heaven Can Wait

JUNNY กำลังเปลี่ยนซิงเกิลใหม่ให้กลายเป็นแถลงการณ์แห่งการรีเซ็ตทางศิลปะ ด้วย Heaven Can Wait ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เวลา 18.00 น. ตามเวลาเกาหลี (KST) นักร้องและนักแต่งเพลงแนว R&B ชาวเกาหลี-แคนาดาผู้นี้กำลังนำเสนอซาวด์ที่อบอุ่นและผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากช่วงเวลาแห่งการทดลองอย่างตั้งใจนอกสตูดิโอ

บทเพลงนี้มีความสำคัญเพราะมันไม่ได้แสดงให้เห็นว่า JUNNY เป็นเพียงศิลปินที่มีน้ำเสียงอันประณีตเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความเป็นผู้สร้างสรรค์ที่กำลังทบทวนวิธีการทำเพลงของตัวเองอีกด้วย ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้อธิบายว่าซิงเกิลนี้คือจุดเริ่มต้นของวิธีการทำงานแบบใหม่ ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์จริง ไอเดียทางภาพ และความปรารถนาที่จะปล่อยให้ความสุขเดินทางมาถึงโดยไม่ต้องฝืน

สำหรับผู้ฟังที่รู้จัก JUNNY ผ่านผลงานการแต่งเพลงของเขาเป็นหลัก การปล่อยเพลงครั้งนี้ยังช่วยให้เห็นภาพรวมว่าตัวตนในฐานะศิลปินของเขากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด เขาเคยเขียนหรือมีส่วนร่วมในเพลงที่เชื่อมโยงกับชื่อดังในวงการ K-pop มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Kai, ZEROBASEONE, IU และ NCT Dream ในขณะเดียวกันก็ยังได้สร้างผลงานโซโล่ที่แพร่ไปทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ซิงเกิลที่สร้างขึ้นจากความมั่นใจอันเงียบสงบ

Heaven Can Wait ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดทางอารมณ์ที่เรียบง่าย นั่นคือขณะปัจจุบันนั้นรู้สึกดีเพียงพอจนทำให้สรวงสวรรค์สามารถรอต่อไปได้อีกสักนิด JUNNY อธิบายว่าเพลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งต่อพลังงานที่สดใส และเขาได้เชื่อมโยงอารมณ์ของเพลงเข้ากับความรู้สึกที่เขาเป็นอยู่เมื่อเร็วๆ นี้ แทนที่จะเน้นไปที่ท่อนฮุคที่ดังหรือรุกเร้า ตัวเพลงกลับถูกวางตำแหน่งให้เป็นสิ่งที่ดูเรียบง่ายและถ่อมตัวมากกว่า

คุณภาพที่ดูเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกนั้นคือหัวใจสำคัญของคอนเซปต์นี้ JUNNY กล่าวว่าเขาต้องการให้ดนตรีสื่อถึงความรู้สึกที่เขาเรียกว่า "quiet luxury" ซึ่งหมายถึงความสง่างามที่ไม่จำเป็นต้องประกาศตัวออกมาอย่างเอะอะโวยวาย แนวทางนี้สอดคล้องกับเทรนด์แฟชั่นในปัจจุบัน แต่ในกรณีของเขา มันได้กลายเป็นคุณค่าทางดนตรี: ทั้งเส้นสายที่สะอาดตา อารมณ์ที่คลาสสิก และซาวด์ที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในความรู้สึกเมื่อเวลาผ่านไป

เขายังระบุด้วยว่าดนตรี Pop ในยุค 1970 และ 1980 คือส่วนหนึ่งของรากฐานในแทร็กนี้ เป้าหมายไม่ใช่การทำเพลงแนวเรโทรเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเพลง R&B ร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายของ Pop ยุคก่อนถักทออยู่ในเนื้อสัมผัสของดนตรี สมดุลนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมซิงเกิลนี้จึงไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเพียงแค่การปล่อยเพลงครั้งเดียว แต่เปรียบเสมือนเครื่องหมายนำทางไปสู่แนวดนตรีที่เขาวางแผนจะทำต่อไป

ความชื่นชมที่ JUNNY มีต่อ Michael Jackson ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ ชื่อเพลง Heaven Can Wait ย่อมทำให้ระลึกถึงเพลงชื่อเดียวกันของ Jackson โดย JUNNY กล่าวว่าเขาหวังว่าความคาบทับซ้อนนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการทำ Homage ให้กับศิลปินที่เขาเคารพรักอย่างลึกซึ้ง จากคำพูดของเขา ซิงเกิลใหม่นี้จึงมีร่องรอยของอิทธิพลดังกล่าว ในขณะที่ยังคงมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ที่ดูร่วมสมัย

ทำไม JUNNY ถึงเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน

หนึ่งในส่วนที่เปิดเผยตัวตนได้มากที่สุดจากการสัมภาษณ์ ไม่ใช่เรื่องของเป้าหมายบนชาร์ตเพลงหรือตารางการโปรโมต แต่เป็นเรื่องของวิธีการสร้างสรรค์เพลง JUNNY กล่าวว่าเขาเริ่มคิดถึงเรื่อง "เจตจำนง" (intention) ในดนตรีอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อที่จะสื่อสารโลกใบหนึ่งออกมาได้อย่างชัดเจน เขาจึงรู้สึกว่าตัวเขาเองจำเป็นต้องเข้าใจโลกใบนั้นก่อนเป็นอันดับแรก

นั่นทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกจากรูปแบบเดิมๆ ที่ต้องกำหนดสไตล์เพลงแล้วขลุกอยู่แต่ในสตูดิโอจนกว่าเพลงจะเสร็จสมบูรณ์ เขาเล่าว่าเขาและโปรดิวเซอร์ใช้เวลาออกไปข้างนอกมากขึ้น แม้แต่การไปนั่งในร้าน Fine-dining เพื่อค้นหาความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนและประณีต ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเซปต์ในซิงเกิลนี้ เขาอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยวลีภาษาอังกฤษว่า "touch grass" ซึ่งหมายถึงการกลับไปสัมผัสประสบการณ์จริงในชีวิต หลังจากที่ใช้เวลาอยู่แต่ในร่มนานเกินไป

ตามคำบอกเล่าของเขา ผลลัพธ์ที่ได้คือบทเพลงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะเป็นการไล่ตาม Reference อย่างเคร่งครัดเกินไป เขาเริ่มต้นจากสิ่งที่เขารู้สึก แล้วจึงมองหาสภาพแวดล้อมและภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับอารมณ์นั้น เขาเรียก Heaven Can Wait ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการนี้ และกล่าวว่ากระบวนการดังกล่าวทำให้เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างได้เปิดออกในเชิงสร้างสรรค์

รายละเอียดในลักษณะนี้ทำให้ซิงเกิลนี้มีน้ำหนักมากกว่าแค่การประกาศ Comeback ทั่วไป JUNNY ไม่ได้เพียงแค่บอกว่าเพลงใหม่ของเขานั้นฟังดูรื่นรมย์หรือขัดเกลามาอย่างดี แต่เขากำลังอธิบายว่าทำไมความละมุนละไมบางอย่างถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขา โดยเฉพาะในวงการ Pop ที่มักจะขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ความเข้มข้น และการกระตุ้นอารมณ์ในทันที

JUNNY อธิบายว่าเพลงนี้คือการบอกว่า ปัจจุบันนั้นรู้สึกดีมากเสียจนสวรรค์ก็รอได้

เรื่องราวเชิงภาพเบื้องหลังการปล่อยผลงาน

มิวสิกวิดีโอได้ขยายแนวคิดนั้นผ่านฉากหลังที่เป็นเรื่องของอาหารและการแสดง JUNNY เผยว่าผู้กำกับเข้าใจคอนเซปต์ "quiet luxury" ได้เกือบทันทีหลังจากที่ได้ฟังเพลง โดยจินตนาการผ่านองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับอาหารและสภาพแวดล้อมของเชฟ สำหรับ JUNNY แล้ว การตอบสนองดังกล่าวเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเจตนารมณ์ทางดนตรีได้ถูกส่งผ่านออกมาอย่างชัดเจน

ในวิดีโอยังมีการปรากฏตัวพิเศษของ Jung Joon-ha และ Noze อีกด้วย โดย JUNNY ได้แบ่งปันความผูกพันส่วนตัวที่มีต่อ Jung โดยอธิบายว่าเขาและคุณพ่อคุณแม่ชื่นชอบรายการ Infinite Challenge ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้ระดับตำนานของเกาหลีที่ทำให้ Jung กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก การที่ Jung มาร่วมถ่ายทำในวิดีโอครั้งนี้จึงช่วยเพิ่มมิติทางความรู้สึกที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่การเป็นเพียงการปรากฏตัวรับเชิญ (cameo)

JUNNY กล่าวเสริมว่า Jung ได้ส่งรถกาแฟและรถขนมมาที่กองถ่าย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกสำหรับเขา เขาจำได้ว่าบรรยากาศในการถ่ายทำนั้นสนุกสนานมากจนเขาหวังว่าวันนั้นจะไม่สิ้นสุดลง ซึ่งความทรงจำนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดทางอารมณ์ของชื่อเพลง

การปล่อยผลงานครั้งนี้ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางภาพลักษณ์สำหรับตัว JUNNY เองด้วย นั่นคือการที่เขาได้เต้นในมิวสิกวิดีโอ เขาบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เต้นในมิวสิกวิดีโอของตัวเอง และระบุว่าเขาได้เตรียมตัวมาอย่างจริงจัง สำหรับศิลปินที่มักถูกจดจำในเรื่องของเสียงเพลง การเขียน และอารมณ์ การแสดงผ่านท่าทางในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้แฟนๆ รู้สึกตื่นเต้นและอยากติดตาม

จากเครดิตนักแต่งเพลง สู่ตัวตนในฐานะศิลปินเดี่ยวที่กว้างขึ้น

เส้นทางอาชีพของ JUNNY ดำเนินไปบนสองเส้นทางมาอย่างยาวนาน ในด้านหนึ่ง เขาคือศิลปิน R&B เดี่ยวที่มีทั้งอัลบั้ม ทัวร์คอนเสิร์ต และกลุ่มผู้ฟังเป็นของตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่ง เขาคือซองไรเตอร์ (songwriter) ที่มีชื่อปรากฏอยู่เบื้องหลังผลงานของศิลปิน K-pop ระดับแนวหน้ามากมาย ผลงานที่เขาได้รับเครดิตนั้นรวมถึงเพลง Mmmh ของ Kai, เพลงของ ZEROBASEONE อย่าง Slam Dunk และ Roads, เพลง Troll ของ IU, และเพลงของ NCT Dream ซึ่งรวมถึง Rewind และ ANL

ภูมิหลังดังกล่าวทำให้เขาได้รับความเชื่อถือในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เขาเข้าใจโครงสร้างของเพลงป๊อปจากภายใน แต่ดนตรีโซโล่ของเขามักจะได้รับความชื่นชมในด้านความตรงไปตรงมาทางอารมณ์ มากกว่าการเน้นความตระการตาที่หรูหรา ในบทสัมภาษณ์ เขาได้กล่าวว่าเพลงที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับเคมีที่มีต่อผู้อื่น โดยชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของการทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะนำเสนอตัวเองในฐานะอัจฉริยะที่ทำงานเพียงลำพัง

ประวัติส่วนตัวของเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ JUNNY ย้ายไปอยู่แคนาดากับครอบครัวเมื่ออายุ 4 ขวบ ก่อนจะเดินทางมาเกาหลีเพียงลำพังในปี 2019 โดยมีเป้าหมายเพื่อเดินตามความฝันในเส้นทางดนตรี ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิถุนายน จาก Korea Music Copyright Association ระบุว่ามีผลงาน 163 ชิ้นภายใต้ชื่อของเขา ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าเขาทำงานอย่างแข็งขันเพียงใด ทั้งในบทบาทเบื้องหน้าและเบื้องหลังไมโครโฟน

เมื่อปีที่แล้ว อัลบั้มเต็มชุดที่สองของเขา null ได้รับความสนใจในเชิงบวก พร้อมทั้งเขาได้จบทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวที่ครอบคลุมถึง 23 เมืองทั่วทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย นอกจากนี้เขายังได้รับการยอมรับผ่านโปรแกรมของ Spotify ไม่ว่าจะเป็น Radar Korea และแคมเปญ Wrapped ช่วงสิ้นปีที่เชื่อมโยงกับหมวดหมู่ K-TrenChill R&B

แม้จะมีความสำเร็จเหล่านั้น แต่ JUNNY ก็ยังตระหนักดีว่าหลายคนอาจจะรู้จักเพลงของเขาก่อนที่จะรู้จักชื่อของเขาเสียอีก เขาเผยว่าเขารู้สึกว่าผู้ฟังจะตอบรับเมื่อเขาถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเสียงเพลงอย่างซื่อสัตย์และเป็นธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลที่ Heaven Can Wait กลายเป็นการก้าวไปข้างหน้าที่มีความหมาย เพราะนี่ไม่ใช่แค่เพลงใหม่เท่านั้น แต่คือความพยายามที่จะทำให้ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังเสียงเพลงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น

ก้าวต่อไปหลังจากนี้

ซิงเกิลนี้จะตามมาด้วยหมุดหมายสำคัญของการแสดงสด โดย JUNNY มีกำหนดการที่จะจัดคอนเสิร์ต ณ Hyundai Card Understage ในยงซาน กรุงโซล ในวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของเขาในเกาหลี เขาบอกว่าการได้แสดงในเกาหลีเป็นเป้าหมายที่มีมาตั้งแต่เริ่มทัวร์ต่างประเทศ และเขากำลังเตรียมการเรียบเรียงดนตรีรวมถึงการซ้อมร่วมกับเหล่านักดนตรีที่เขาไว้วางใจ

เขายังกล่าวอีกด้วยว่าการเลือก Setlist เป็นหนึ่งในส่วนที่ยากที่สุด เพราะมีเพลงมากมายที่เขาอยากจะแสดง แฟนๆ สามารถคาดหวังกับการผสมผสานระหว่างเพลงที่พวกเขาอยากฟัง เพลงที่เขาอยากร้องด้วยตัวเอง และซิงเกิลใหม่ โดยความหวังของเขาคืออยากให้ผู้ชมเดินออกไปพร้อมกับความรู้สึกว่าการแสดงสดนั้นทรงพลัง สนุกสนาน และคุ้มค่าที่จะกลับมาชมอีกครั้ง

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความหลักที่สื่อผ่าน Heaven Can Wait โดย JUNNY ไม่ได้วางภาพลักษณ์ของช่วงเวลานี้ให้เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวตนอย่างฉับพลันเพื่อสร้างความตกใจให้กับแฟนคลับ แต่เขานำเสนอสิ่งนี้ในฐานะแนวทางที่มีสุขภาพดีกว่าและเปิดกว้างมากกว่า เพื่อที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงต่อไปได้ในระยะยาว พร้อมด้วยบรรยากาศที่สดใสขึ้น และความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเขาต้องการให้ผู้ฟังได้ทำความรู้จักกับตัวตนแบบไหน

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?

저작권자 © KEnterHub 무단전재 및 재배포 금지

Jang Hojin
Jang Hojin

Entertainment Journalist · KEnterHub

Entertainment journalist specializing in K-Pop, K-Drama, and Korean celebrity news. Covers artist comebacks, drama premieres, award shows, and fan culture with in-depth reporting and analysis.

K-PopK-DramaK-MovieKorean CelebritiesAward Shows

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

กำลังโหลด...

การพูดคุย

กำลังโหลด...

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีบทความที่เกี่ยวข้อง